บทวิเคราะห์: กี้จาก “รักปากแข็ง” vs. เจจาก “เงาใต้พระจันทร์

วันนี้ เรามาเชื่อมจักรวาล “รักปากแข็ง” (Somewhere Somehow) กับ “เงาใต้พระจันทร์” (Moonshadow) กันดีกว่าครับ เพราะว่าอยู่ดีๆ ผมก็นึกขึ้นได้ว่า สิ่งที่เจทำกับจันทร์ (เงาใต้พระจันทร์) มันคล้ายกับสิ่งที่กี้ทำกับพีม (รักปากแข็ง) มากๆ เลย

เผื่อว่าใครไม่เคยดู (หรืออาจจะลืมไปแล้ว) รักปากแข็งเป็นซีรีส์ปีที่แล้วครับ กี้กับพีมเนี่ย มันชอบกันตั้งแต่ตอน ม. ปลาย แต่กว่าจะคบกันก็ตอนเข้ามหาลัย (สองคนเข้า ม. เดียวกันครับ แต่คนละคณะ) แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง (เดี๋ยวจะเล่าข้างล่าง) ผสมกับตกกระไดพลอยโจน กี้จึงจำใจต้องเลิกกับพีมด้วยความโหดร้ายมาก นั่นคือ ทำให้เข้าใจผิดว่ากี้นอกใจครับ พีมมันเจ็บมาก มันก็เลยหนีไปเรียนต่อ ตปท. ทีนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสอง ทั้งสองคนมันดันกลับมาเจอกันอีกครั้ง (เจอกันได้ไงให้ไปดูกันเอาเอง) คราวนี้กี้ก็เลยเดินหน้าจีบ (ง้อ?) พีมเต็มกำลังอีกครั้ง

เรื่องนี้คล้ายกับเจ (เงาใต้พระจันทร์) ตรงที่ทั้งกี้และเจเลือกที่จะไม่บอกความจริงกับอีกฝ่าย (พีม/จันทร์) ทำให้อีกฝ่ายเสียใจมากๆ แต่พอเมื่อสองคนได้มาพบกันอีกครั้ง ฝ่ายที่ทำอีกฝ่ายเจ็บ กลับเลือกที่จะง้อโดยทำเป็นลืมสิ่งที่ตัวเองทำเอาไว้ ตอนที่ผมดูสด “รักปากแข็ง” ผมนิยามสิ่งนี้ไว้ว่ากี้มัน “ไม่สลด” ครับ และ คหสต. ผมว่าเจมันก็ “ไม่สลด” พอๆ กันนั่นแหละ

แต่ความต่างมันอยู่ตรงนี้ครับ เผอิญว่าใน “รักปากแข็ง” กี้กับพีมเป็นตัวเอกทั้งคู่ครับ พอเวลาผ่านไป บวกกับความจริงถูกเปิดเผย มันก็กลับมารักกันอีกครั้งได้ครับ ไม่เหมือนกับจันทร์ที่ตัดสินใจเด็ดขาดกับเจแม้จะรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว คำถามคือ นอกจากที่ว่าเจไม่ใช้ตัวเอกแล้ว สองเคสนี้มันต่างกันตรงไหน?

ผมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเหตุผลครับ เหตุผลที่กี้ต้องเลิกกับพีม พูดง่ายๆ ก็คือ “โดนพ่อพีมกีดกัน” ครับ เพราะพ่อเค้าอยากให้พีมไปเรียนต่อ ตปท. อยู่แล้ว แล้วมองว่าการที่กี้ยังอยู่ เป็นเหตุผลที่พีมไม่ยอมไปเรียนอังกฤษ ก็เลยเลือกที่จะบีบทางกี้แทน แล้วกี้ก็ยอม โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่า หลังจากนี้พ่อของพีมจะต้องไม่บังคับพีมอีก

ในทางกลับกัน เหตุผลที่เจเลิกกับจันทร์มาจากฝั่งครอบครัวของจันทร์เอง นั่นคือป้าของจันทร์กำลังเดือดร้อนทางการเงิน ก็เลยหาผู้ชายมาให้เจแต่งงานด้วย ตอนแรกเจไม่ยอม แต่เพราะคำพูดป้ามันแรงมาก เจเลยตัดสินใจยอมช่วยป้าเป็นครั้งสุดท้าย แลกกับการที่ต่อไปเจจะขอ “ใช้ชีวิตของหนูเอง”

จะเห็นได้ว่า การที่กี้ทิ้งพีมไป ผลประโยชน์สุดท้ายมันตกอยู่กับพีม แต่การที่เจทิ้งจันทร์ไป ผลประโยชน์สุดท้ายตกอยู่กับตัวเจเอง นั่นอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุว่าทำไมการตอบรับของพีมกับจันทร์เมื่อได้รู้ความจริงทั้งหมดจึงต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

อีกสิ่งที่ไม่เหมือนกันคือ พีมเองไม่ได้มีใครใหม่ตลอดเวลาที่ไม่ได้เจอกับกี้ แต่เผอิญว่าจันทร์มี “คีย์” ที่เข้ามาในชีวิตก่อนที่เจจะกลับมาไม่นาน ซึ่งเรื่องนี้มีผลแน่ๆ แต่ถามว่ามีผลมากน้อยแค่ไหน ตอบตรงๆ คือผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน

เอาจริงๆ ในแง่ความรู้สึก เราว่ากี้อาจจะยังตัดใจจากพีมได้มากกว่าจันทร์ตัดใจจากเจด้วยซ้ำอะ แต่อาจจะด้วยเหตุผลข้างบน ทำให้ผลลัพท์ออกมาไม่เหมือนกัน ด้วยประการฉะนี้แล…

ก็ จบแล้วกับอะไรก็ไม่รู้นะ ก็บ่นไปเรื่อยๆ เอาไอ้นู่นมาชนกับไอ้นี่ ถ้าใครคิดเห็นยังไง ก็คอมเมนต์ได้ อยากคุยครับ 😅

Victim blaming กับสงครามยูเครน-รัสเซีย

เวลาพูดถึงผู้หญิงถูกข่มขืนแล้วมีคนพูดเกี่ยวกับการแต่งตัว ผมมักจะนึกถึงกรณีการที่เผลอวางกระเป๋าตังค์ในที่สาธารณะ เหตุผลของผมก็คือ:

จริงอยู่ เป็นสิทธิ์ของ [ผู้หญิง/คน] ที่จะ [แต่งตัวเซ็กซี่/ตั้งกระเป๋าตังในที่สาธารณะ] และคนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะ [ข่มขืนเค้า/ขโมยกระเป๋าตังเค้า] แต่ถึงกระนั้น คนก็ยังควรจะ [แต่งตัวให้มิดชิด/เก็บกระเป่าตังให้มิดชิด] เวลาอยู่ในที่เสี่ยง เพราะถ้าคนจะ [ข่มขืน/ขโมยกระเป๋าตัง] การเห็น [คนแต่งตัวเซ็กซี่/กระเป๋าตังตั้งอยู่] ก็เป็นการล่อตาล่อใจให้คนมา [ข่มขืน/ขโมยกระเป๋าตัง] อยู่ดี — แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว เราก็ไม่ควรจะไปซ้ำเติมคนๆ นั้น แต่เราควรจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ

ถ้าเป็น choice ข้างหน้า นักสิทธิ์ฯ ผู้หญิงน่าจะค่อนข้างเป็นเดือดเป็นร้อน แต่พอเป็น choice ข้างหลัง ผมว่าคนน่าจะเห็นด้วยมากกว่า ถามว่า มองแบบนี้ เป็น victim blaming หรือเปล่า?


เมื่อเร็วๆ นี้ มีคนแสดงความเห็นเกี่ยวกับสงครามยูเครน – รัสเซีย ประมาณว่าสงครามเกิดจากยูเครนเชื่อคำยุของเมกาฯ อยากเข้า NATO จนไปขัดใจรัสเซีย หรืออะไรทำนองนี้ ผมนั่งคิดนอนคิดแล้วก็พบว่า:

จริงอยู่ เป็นสิทธิ์ของ [ยูเครน] ที่จะ [อยากเข้า NATO] และรัสเซียก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะ [บุกยูเครน] แต่กระนั้น ยูเครนก็ยังควรจะ [วางตัวให้เป็นกลางหน่อย] เวลาชายแดนตัวเองติดกับรัสเซีย เพราะถ้ารัสเซียจะ [บุกยูเครน] การ [อยากเข้า NATO] ก็เป็นการขัดหูขัดตา ชวนให้รัสเซียมา [บุกยูเครน] อยู่ดี — แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว เราก็ไม่ควรจะชี้นิ้วสมน้ำหน้ายูเครน แต่เราควรจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ

คุ้นๆ มั้ยครับ?

อยู่ดีๆ ผมก็พบว่าหลักการเกี่ยวกับ victim blaming กลับสามารถนำมาปรับใช้ – หรืออย่างน้อยเล่าให้เข้ากัน – กับเรื่อง geopolitical ได้เฉยเลย แล้วการแสดงความเห็นอย่างข้างบนหนะ ถือว่าเป็น victim blaming หรือเปล่า


ที่สุดแล้ว ผมก็ต้องพูดตรงๆ ว่าผมไม่รู้คำตอบจริงๆ ว่าที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร แล้วมันต่างกันระหว่าง 3 เคสที่ยกขึ้นมานี้หรือเปล่า แล้วการเตือนก่อนที่เหตุจะเกิด จะถูกถือว่าเป็น victim blaming มั้ย?

หรือจริงๆ แล้วเราควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุมากกว่านี้? ถ้าเป็นเคสข้างบนอาจจะทำโดยการเพิ่มความกวดขันของเจ้าหน้าที่ หรือทำให้สังคมโดยรวมดีขึ้น อาจจะต้องทำควบคู่กันไป แต่สมมุติว่าพูดว่าเป็นรัสเซีย เราจะแก้รัสเซียได้จริงๆ เหรอ?

ใครช่วยให้คำตอบผมทีครับ

ละครไทย

งั้นแกรนด์ขอถามอีกแค่เรื่องเดียว……วันนั้น พี่นุ่มนิ่มถือกระเป๋าแกรนด์ตลอดเวลาใช่มั้ย?
– แกรนด์ กิรนา ไม่ได้กล่าวไว้
ผมรู้สึกว่าบางทีละครก็โง่เกินเหตุนะ มันมีจุดพลิกแค่นิดเดียว นิดเดียวจริงๆ ที่จะทำให้เรื่องทั้งหมดจบลง แต่ด้วยเพราะความตื่นตระหนก หรือเพราะละครต้องเป็นละครก็ไม่ทราบ เรื่องก็เลยยืดยาวอย่างที่เห็น
บางคนอาจจะบอกว่า “แหงสิ เอ็งเห็นทุกด้าน เอ็งไม่ไปเป็นตัวละครบ้างวะ?” แต่ผมว่ามันจะไม่มีแม้แต่เสี้ยววินาทีเลยเหรอ ที่ตัวละครจะฉุกใจคิดขึ้นมา?

ส่วนลดเมื่อใช้เงินสด

ไปกินอาหารที่ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านนึงมา (ขอไม่กล่าวชื่อแล้วกัน) แล้วเค้าบอกว่า

สมาชิกรับส่วนลด 10% เมื่อชำระด้วยเงินสด หรือ 5% เมื่อชำระด้วยบัตรเครดิต

เนี่ย แล้วภาครัฐจะส่งเสริมการใช้เงินดิจิตอลได้ยังไงหละเนี่ย หืม? ก็ในเมื่อร้านค้ายังอยากได้เงินสดๆ อยู่ดี

เท่าที่ผมรู้มานะ เหมือนว่าถ้าใช้บัตรอะ จะไม่ได้เงินทันที ต้องรอให้ครบรอบอะไรซักอย่างก่อนถึงจะได้เงิน ร้านค้าก็คงอยากได้เงินสดไปหมุนในกิจการ แต่ถ้าสมมุติเป็นบัตรเดบิต (ผูกกับบัญชีธนาคาร) ก็ไม่น่าจะต้องรอนะ

วานผู้รู้มาตอบหน่อยนะครับ ว่าทำไมบรรดาห้างร้านถึงอยากได้เงินสดแบบสดๆ แบบนี้นัก?